นำ้มันเกียร์ขาด จะมีอาการยังไงบ้างครับ

nutty0322

New member
นำ้มันเกียร์ขาด จะมีอาการยังไงบ้างครับ
 
ของผมเคยขาดไปตั้งสองลิตรอาการมันจะมีเสียงครางเบาๆให้เราได้ยินและบางครั้งเวลา

ออกตัวแล้วมันวืดๆแบบเครื่องดังแต่รถจะไม่วิ่งอ่ะครับ
 
ดูตรงไหนครับว่าน้ำม้นเกียร์ขาดหรือปกติ มีรูปด้วยยิ่งดีครับ
 
รูปไม่มีครับ
แต่ดูได้ง่ายๆด้วยการวัดระดับน้ำมันเกียร์จากก้านวัดที่อยู่ใกล้ๆและข้างๆหม้อลมเบรคด้านในของเครื่อง(ก้านสีส้ม/น้ำตาลมักจะมีแหนบล็อคไว้)
วัดเวลาเครื่องร้อนแบบอุณหภูมิทำงานของรถแล้วดับเครื่อง
ให้ระดับน้ำมันอยู่ระหว่างขีดที่เขากำหนดไว้
ถ้าพร่องไปก็พยายามหาน้ำมันของแท้ใส่นะครับ
ไม่แนะนำของเฮียปอเมืองไทย
 
น้ำมันเกียร์เขาวัดตอนเครื่องทำงานอยู่ไม่ใช่หรอครับ......:n06:
 
น้ำมันเกียร์เขาวัดตอนเครื่องทำงานอยู่ไม่ใช่หรอครับ......:n06:

คงไม่ใช่ครับ
ระบบความปลอดภัยในการใช้รถของเยอรมัน
เขาไม่ปล่อยให้ตรวจวัดน้ำมันในห้องเครื่องขณะที่เครื่องยนต์กำลังทำงาน

ข้อแตกต่างของการวัดระดับน้ำมันเครื่องกับระดับน้ำมันเกียร์มีอยู่ว่า
วัดน้ำมันเครื่องขณะเครื่องเย็น
แต่วัดน้ำมันเกียร์ขณะที่เครื่องมีอุณหภูมิทำงาน(ร้อน)
ทั้ง2กรณีให้ทำตอนดับเครื่องครับ
 
ใน Owner 's Manual ของ W201 เค้าเขียนไว้ว่า

Engine Oil Level Check : Wait approx. 5 minutes after shutting off warm engine before checking oil level

ส่วน น้ำมันเกียร์

Check oil level only with transmission at operating temperature ( oil temperature 80ํc )

แต่ทั้งสองอย่าง ทำตอนดับเครื่องยนต์ครับ :D:D


ส่วนอาการ น้ำมันเกียร์ขาด เกียร์มันก็จะครวญครางเหมือนคนจะขาดใจเพราะขาดเลือดไปเลี้ยงร่างกายอ่ะแหละคับ
 
คงไม่ใช่ครับ
ระบบความปลอดภัยในการใช้รถของเยอรมัน
เขาไม่ปล่อยให้ตรวจวัดน้ำมันในห้องเครื่องขณะที่เครื่องยนต์กำลังทำงาน

ข้อแตกต่างของการวัดระดับน้ำมันเครื่องกับระดับน้ำมันเกียร์มีอยู่ว่า
วัดน้ำมันเครื่องขณะเครื่องเย็น
แต่วัดน้ำมันเกียร์ขณะที่เครื่องมีอุณหภูมิทำงาน(ร้อน)
ทั้ง2กรณีให้ทำตอนดับเครื่องครับ


อันนี้ ผมขอแย้งว่า ไม่ใช่นะคับ

ขออภัย ที่ขอบอกว่า ผิดทั้ง การวัดน้ำมันเครื่อง และน้ำมันเกียร์

และ อาจมีผล ถึงกับงานเข้าด้วย จึงต้องแย้ง

อย่างไร ก็ ขออภัยด้วย



การวัดน้ำมันเครื่อง มิใช่วัดตอนเครื่องเย็น

ต้องวัดหลังจาก เครื่อง ได้อุณหภูมิ ปกติ จนเดินเบา

แล้วดับเครื่อง รอซัก 3-5 นาที

นั่นแหละ เริ่มวัด ที่ ตอนนั้น

ไม่เกิน MAX เป็น โอเค ไม่จำเป็นต้อง MAX




การวัดน้ำมันเกียร์

124 ต้องวัดขณะติดเครื่อง คับ

อุณหภูมิ ซัก 80 ก็ เริ่มวัดได้คับ

ไม่มีการป้องกันความปลอดภัยไร ที่ต้องดับเครื่องคับ

ต้องระวังเอาเอง


อาการ ถ้าน้ำมันเกียร์ ขาด เกียร์ จะกระตุก

ซึ่ง แน่นอน เกิดความผิดปกติ ที่ต้องตามแก้ไขด้วย


เพราะเกียร์ ออโต้ เป็นระบบปิด ไม่มีการบริโภคใดๆ

จึงต้องหาต่อว่าน้ำมันหายไปทางใด

1. ออกไปทาง สายแวคคั่ม คือ รั่ว ไปทางแว๊คคั่ม

จะเห็นควันขาว ที่ไอเสีย

2. รั่ว ออกจากตัวเกียร์ ตามจุดต่างๆ ก็ แก้ไขไปตามอาการ




เดี๋ยว จะมาบอก เหตุผล ว่า

เกียร์722.3-.4 ทำไม ถึง วัดตอน ติดเครื่อง

มันย่อมมี เหตุ และ ผล ในตัว แน่นอนคับ

จริงๆ แล้ว รถ เกียร์ ออโต้ ส่วนมาก

ก็ วัดขณะติดเครื่องนะคับ

เว้นแต่ บางรุ่น บริษัท จะ ระบุไว้
 
อันนี้ ผมขอแย้งว่า ไม่ใช่นะคับ

ขออภัย ที่ขอบอกว่า ผิดทั้ง การวัดน้ำมันเครื่อง และน้ำมันเกียร์

และ อาจมีผล ถึงกับงานเข้าด้วย จึงต้องแย้ง

อย่างไร ก็ ขออภัยด้วย



การวัดน้ำมันเครื่อง มิใช่วัดตอนเครื่องเย็น

ต้องวัดหลังจาก เครื่อง ได้อุณหภูมิ ปกติ จนเดินเบา

แล้วดับเครื่อง รอซัก 3-5 นาที

นั่นแหละ เริ่มวัด ที่ ตอนนั้น

ไม่เกิน MAX เป็น โอเค ไม่จำเป็นต้อง MAX




การวัดน้ำมันเกียร์

124 ต้องวัดขณะติดเครื่อง คับ

อุณหภูมิ ซัก 80 ก็ เริ่มวัดได้คับ

ไม่มีการป้องกันความปลอดภัยไร ที่ต้องดับเครื่องคับ

ต้องระวังเอาเอง


อาการ ถ้าน้ำมันเกียร์ ขาด เกียร์ จะกระตุก

ซึ่ง แน่นอน เกิดความผิดปกติ ที่ต้องตามแก้ไขด้วย


เพราะเกียร์ ออโต้ เป็นระบบปิด ไม่มีการบริโภคใดๆ

จึงต้องหาต่อว่าน้ำมันหายไปทางใด

1. ออกไปทาง สายแวคคั่ม คือ รั่ว ไปทางแว๊คคั่ม

จะเห็นควันขาว ที่ไอเสีย

2. รั่ว ออกจากตัวเกียร์ ตามจุดต่างๆ ก็ แก้ไขไปตามอาการ




เดี๋ยว จะมาบอก เหตุผล ว่า

เกียร์722.3-.4 ทำไม ถึง วัดตอน ติดเครื่อง

มันย่อมมี เหตุ และ ผล ในตัว แน่นอนคับ

จริงๆ แล้ว รถ เกียร์ ออโต้ ส่วนมาก

ก็ วัดขณะติดเครื่องนะคับ

เว้นแต่ บางรุ่น บริษัท จะ ระบุไว้

เพิ่มเติมอีกนิดครับ ถ้าเป็นเกียร์.5 .6 ขึ้นไป ต้องรอให้อุณหภูมิของน้ำมันเกียร์ใด้80 ก่อนนะครับถึงจะวัดใด้ ดูค่าจากคอนโทรลเกียร์ในstar มันมักไม่ตรงกันกับอุณหภูมิเครืองเท่าไหร่นักต้องเ้ข้าเกียร์D R ปั่นล้อสักพักหนึ่งครับ
 
ขอสนับสนุน ว่าวัดนม.เกียร์ตอนเครื่องติด อีกหนึ่งเสียง หากว่า ระดับพอดี ไปวัดตอนดับเครื่อง ขีดการวัด จะอยู่เลย จุดMAX ครับ และ วัดตอนเครื่องดับ ในจุดที่ พอดี Max-Min พอตอน ติดเครื่อง กลายเป็น นม.ขาดไปเป็นลิตรเลย ครับ จาก ผู้ใช้จริง
 
ถามต่อนะครับ หากน้ำมันเกียร์มันพร่องไป เติมด้วยตัวเองได้มั๊ย และเติมตรงไหน
 
ถามต่อนะครับ หากน้ำมันเกียร์มันพร่องไป เติมด้วยตัวเองได้มั๊ย และเติมตรงไหน

วัดที่รูไหน เติมที่รูนั้น มันมีอยู่รูเดียว;)
 
ขอบคุณมากครับคุณbigmong ผมชอบใจจังbenz มันสร้างมารูเดียวทำให้ผมไม่สับสน โดยใจจริงฯรูเดียว
 
ของผมเติมจนเกิน ไม่ทราบว่าจะมีผลอะไรต่อเกียร์บ้างป่าวครับ
 
ว่างนิดนึงแล้ว

มาต่อ

ว่า ทำไม จึงต้องวัดขณะติดเครื่อง


โปรดทราบว่า ที่ระดับเหล็กวัด ที่ขีด MAX นั้น

เมื่อเทียบกับระดับกรองเกียร์ (หรือ ทางดูดเข้าไปในห้องเกียร์)

อยู่ ท่วม ปากทางเข้า เล็กน้อย

แสดงว่า ถ้าน้ำมันเกียร์ ขณะทำงาน มีระดับต่ำกว่าปากทางเข้า

น้ำมันจะ ถูกดูดเข้าทำงาน แบบ ไม่ต่อเนื่อง ต้องรอน้ำมันไำหลกลับ
จากระบบ เพื่อปั๊มเข้าไป อัดชุดแผ่นครัช




ทีนี้ มาดูลักษณะ ของน้ำมันที่อยู่ในเกียร์กัน

โดยปกติ เมื่อเราดับเครื่อง

น้ำมันเกียร์ จะค่อยๆ ไหล คืนกลับมายังอ่างเกียร์

หมายความว่า ยิ่งจอดนานเท่าไหร่ น้ำมันเกียร์ จะไหล กลับ มา จน ท่วมอ่างเกียร์

จนเลยระดับอ่างเกียร์ ไป หลาย ทีเดียว


ทีนี้



ถ้าเราวัดน้ำมันเกียร์ ตอนดับเครื่อง

น้ำมันเกียร์ ก็ จะเริ่มคืนลงสู่อ่าง

รอจนพี่วัดเช็คแล้วเช็คอีก

น้ำมันจะสูงกว่าระดับทำงาน


ถ้า พี่ ดูดออก จนได้ระดับไม่เกิน MAX ขณะจอดดับเครื่อง



เวลา ติดเครื่อง น้ำมันจะถูกดูดเข้าไปในห้องเกียร์

คราวนี้ ระดับ น้ำมันเกียร์ จะต่ำกว่า ปากทางเข้า ตรงกรองเกียร์แล้ว

ต้องรอน้ำมันไหลกลับ มาเพิ่มปริมาณ เพื่อถูกดูดเข้าไปทำงาน




เข้าใจอะยังพี่ เขียนเอง งงเอง


ช่างเถอะ เอาเป็นว่า ต้องวัดขณะติดเครื่องและกัน


ถ้า จะวัดตอนดับ ทำได้นะพี่

แบบ FAST FOOD พี่ต้อง รีบชักไม้วัด ออกมา เช็ด แล้ว เสียบกลับ จนสุดล๊อค

แล้ว รีบดึงออกมาวัด

นั่นพอรับได้ ว่า ระดับ ไม่หนีกันมากนัก


น้ำมันเกียร์คงไหลลงอ่าง ได้ ไม่มากนัก
 
มาว่า ต่อ ว่า ถ้าเติมเกิน ทำไง

ก็ หาสายมาดูดออกซิพี่ กาลักน้ำไง ตอนเด็กๆ ที่เรียนกันหงะ





แล้ว เรื่องรูเติมน้ำมันเกียร์ออโต้

โดยปกติ รถรุ่นไหนๆ ที่ผมรู้จัก และ เคยสัมผัส

มันก็เติม ทางเหล็กวัดทั้งนั้นแหละพี่

ไม่ว่าจะเป็น นิสสัน มาสด้า โอเปิ้ล โตต้า อีซูซุ

เบนซ์ ก็ ทำเหมือนชาวบ้านนะแหละคับ






การที่เติมเกิน ผลเสีย มีแน่


ใน ห้องเกียร์ ปกติ ก็มีแรงดันเกิดขึ้น อยู่แล้ว

และ มันก็มีช่องว่างเล็กน้อย เป็น ที่อยู่ของอากาศ ให้มัน ยืดหยุ่นแรงดัน


ถ้าพี่เติมเกิน ก็ ไม่มีอากาศ ซับแรงดัน

ถ้าโชคดี มันก็โบลว์ออกมา ทาง ช่องหายใจ


ถ้า โชคไม่ดี มันดันซีลท้ายเกียร์ พี่รั่ว งานเข้่า


โชคไม่้ดี มันดันซีลไฮโดรลิค หรือ โอริง ที่สำคัญภายใน ฉีกขาด งานเข้า


เขาบอกแล้ว ว่า MAX ไม่เชื่อกันบ้างเลย
:curse:
 
ของผมเมื่อวานนี้มีอาการเข้าเกียร์แล้วไปแต่รอบ แต่พอเกียร์เปลี่ยนเป็นเกียร์สองอาการก็หายไป แต่มาวันนี้อาการของเกียร์เป็นปกติ สงสัยต้องรีบเปลี่ยนน้ำมันเกียร์แล้ว รู้สึกว่าจะเลยเวลามาพอสมควรเลย ถือโอกาสวัดระดับน้ำมันเกียร์พร้อมเลย ก่อนที่จะต้องไปนอนอู่ซะก่อน
 
ออกตัวแล้วเร่งเครื่องแรง ๆ ช่วงเกียร์เปลี่ยนมีอาการเกียร์ลื่นคือรอบเครื่องขึ้นแต่ความเร็วไม่ขึ้นตามรอบ ช้ามากกว่าเกียร์จะเปลี่ยน หรือ ลองขับขึ้นทางชันเช่นอาคารจอดรถเกียร์จะลื่นและจับเป็นจังหวะสลับกันไป
 
ต้องขอบคุณทั้งพ่อเลี้ยงนครพนมและคุณLeeที่ยืนยันการวัดระดับน้ำมันเกียร์ว่าต้องกระทำตอนติดเครื่องครับ
เผอิญผมเคยเกี่ยวข้องกับDaimler-Benz(Thailand)อยู่บ้าง รวมถึงอู่ในเครือของธนบุรีฯ
สาเหตุที่แนะนำให้วัดตอนดับเครื่องหลังจากเกียร์มีความร้อนถึง operating temparature
ก็เพื่อความปลอดภัย ไม่ต้องกลัวว่าเน็คไทหรือแขนเสื้อจะถูกสายพานหรือใบพัดลมดูดไปติดตะแหงกๆ
จึงแนะนำให้ดับเครื่องแล้ววัด ก็คงแบบฟาสฟูดของพ่อเลี้ยงนั่นแหละครับ
ยิ่งสมาชิกใหม่ที่ยังหารูเติมไม่เจอ ความเผลอเรออาจเป็นอันตรายได้

ส่วนน้ำมันเครื่องนั้น ตามตำนาน(สงสัยตั้งแต่สมัย Ford Model T)มักจะบอกกันว่า
เวลาเครื่องทำงาน น้ำมันเครื่องมันต้องเดินทางจากแคร๊งไปถึงฝาวาล์วด้านบน ส่วนไอ้ไม้วัดมันจิ้มลงไปข้างล่าง หากวัดตอนเครื่องร้อนหรืออุ่น(โดยเฉพาะในเมืองไทย)เราจะไม่ทราบแน่นอนว่าน้ำมันเครื่องค้างอยู่บนเครื่องเท่าใด เขาจึงแนะนำให้รอซัก5นาทีให้น้ำมันเครื่องมันไหลกลับมากองในแคร๊งเคส เผื่อที่จำเป็นจะต้องรู้ระดับน้ำมันอย่างรวดเร็วทันด่วน
การวัดขณะที่เครื่องเย็น สามารถดูให้แน่นอนได้ว่าระดับน้ำมันเครื่องอยู่ที่maxได้เลย ไม่ต้องคาดคะเน
น้ำมันเครื่องก็ไม่ร้อน จะมาดมดูกลิ่นไหม้ ดูสีว่าดำไปหรือเริ่มฟ้าฟาง(เพราะมีน้ำหรือความชื้นเข้าไปผสม)ก็ดูได้ง่ายกว่า

ต้องขอบคุณที่แนะนำอีกครั้งครับ :toast:
 
Last edited:
Back
Top